จากล้านนาสู่ล้านช้าง(ตามรอยวัฒนธรรม)

เดือนเมษาหน้าร้อน แดดเต้นจนเห็นตัว เปลวแดดพลิ้วไหวในสายตา ประหนึ่งเปลวเพลิงกำลังผลาญแผ่นดิน อากาศร้อนๆ แบบนี้ผมมีโอกาสเดินทางไปตามเส้นทางในประวัติศาสตร์เมื่อครั้งก่อนโน้น ในสมัยที่อาณาจักรล้านนาจำเป็นต้องผูกมิตรกับอาณาจักรล้านช้างให้เป็นสุวรรณภูมิ หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันการรุกรานจากอาณาจักรอื่น ทั้งจากอยุธยา จากจาม จากขอม และจากพม่ารามัญ เป็นเส้นทางที่เจ้าหญิงองค์น้อย(พระนางยอดคำทิพย์)เสด็จจากแคว้นล้านนา(เชียงใหม่) เพื่อไปดำรงตำแหน่งพระราชชายาของพระเจ้าโพธิสารราชเจ้า แห่งเมืองศรีสัตตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง และได้ให้พระประสูติกาลพระโอรสผู้ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ชาติลาว คือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งพระองค์เป็นผู้ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางไปอยู่ที่เวียงจันทร์ ทำให้ชาติลาวเป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งได้ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมลาวให้หยั่งรากลงลึกจนยั่งยืนมาได้ถึงปัจจุบัน ในขณะที่เมืองหลวงพระบางโชคดีที่รอดพ้นจากการเผาทำลายของพม่า เมื่อบุเรงนองจากหงสาวดีบุกถึงหลวงพระบาง ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางจึงมีโอกาสได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมานี่เอง และได้สร้างกระแสนิยมหลวงพระบางฟีเวอร์ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่จำเป็นต้องเดินทางเยือนหลวงพระบางให้ได้สักหนึ่งครั้งในชีวิต นั่นก็คือเหตุผลที่ว่า ทำไมผมจึงต้องร่วมคณะไปตะลอนทัวร์ครั้งนี้กับเขาด้วย

เราเดินทางด้วยรถตู้ยอดนิยม นั่งได้ 11 คนเต็มที่ ออกจากเชียงใหม่จริงๆ ก็เกือบ ๆ เก้าโมง เพราะต้องวนเวียนกลับไปเอาของที่ลืมกันไว้ในเมืองอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่รถเกือบถึงดอยสะเก็ดแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนักเพราะวันแรกของการเดินทางนี้ เราตั้งใจจะไปพักค้างคืนที่เชียงของ เพื่อขออนุญาตออกนอกประเทศที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของตอนเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นอยู่แล้ว เราจึงมีเวลาทั้งวันพอที่จะไปเที่ยวแม่สายและท่าขี้เหล็ก รวมทั้งยังเที่ยวเชียงแสนเพิ่มเติมได้อีกด้วย รถเราแวะที่สวนจรินแม่สรวยเพื่อเติมอาหารและกาแฟให้กับผู้โดยสาร เรียกว่าเป็นมื้อสาย ๆ ก็แล้วกัน แล้วมุ่งหน้าไปแม่สายเพื่อข้ามไปฝั่งท่าขี้เหล็กของพม่า พวกเราเลือกหาแผ่นซีดีและดีวีดีที่จะเปิดกันในรถระหว่างเดินทาง และผมซื้อสุรานอก(ตราเรือใบ) ยี่ห้อที่ฝังใจมานานไว้ 1 ขวด เพื่อเตรียมไว้สำหรับการสังสรรค์ ซื้อแว่นตากันแดดแบบเท่ห์ๆ 1 อัน หมวกเก๋ๆ 1 ใบ และไฟฉายแรงสูงอีก 1 กระบอก เพื่อเตรียมไว้ยามฉุกเฉิน ผมฝากข้อคิดไว้อย่างหนึ่งว่า สินค้าที่ท่าขี้เหล็กนี้ควรซื้อไว้เพื่อใช้งานเฉพาะกิจก็พอแล้ว เก็บไว้นานไม่ค่อยได้ มักจะเสื่อมสภาพเอาง่าย ๆ เสมอ ๆ ของที่ซื้อจึงต้องทำใจไว้ว่า มันจะกลายเป็นศูนย์ได้สำหรับการใช้งานในครั้งนี้

ออกจากแม่สายประมาณเที่ยงครึ่ง เราใช้เส้นทางแม่สายเชียงแสนซึ่งกำลังขยายถนน ประมาณเกือบชั่วโมงก็ผ่านสามเหลี่ยมทองคำ เราเลยไปที่ดอยสะโง้เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ที่ต้องโทรจองมาจากเชียงใหม่ล่วงหน้า และเพื่อจะแวะเยี่ยมท่านอาจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ(ศิลปิน) ที่หลบหนีอารยะธรรมเมืองหลวง มาใช้ชีวิตกับชาวบ้านและชาวเขาที่นี่นานกว่า 10 ปีแล้ว จากสามเหลี่ยมทองคำถึงบ้านอาจารย์ใช้ เวลารถวิ่งเพียง 15 นาที อาหารอร่อยแบบสุดๆ ที่ผมไม่เคยคาดฝันถูกจัดการกันจนอิ่มหนำสำราญ ที่ต้องยกให้เป็นที่สุดเลย ก็คือไก่เสียบไม้ย่างมาเกือบครึ่งตัว เสริฟพร้อมข้าวสวยเหลืองขมิ้นและวุ้นเส้นผัดแห้ง อย่างละ 1 กระทง ตัวผมเองแม้จะระวังโรคเก๊าท์อยู่แต่ก็อดไม่ได้ต้องขอลองลิ้มชิมรสไก่ย่างไม้นี้ โดยไม่ยอมเลือกเมนูปลาเผาและหมูปิ้ง ที่มีให้เลือกด้วย เครื่องเคียง หรือเฟริสท์คอร์สเป็นน้ำพริกผักต้ม ที่อร่อยจนต้องเติมแล้วเติมอีก เติมทั้งน้ำพริกและผัก เพราะมันอร่อยจนหาที่เปรียบไม่ได้ น้ำพริกนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างน้ำพริกแดงกับน้ำพริกอ่อง ไม่เผ็ดมากนัก เรียกว่ามาเท่าไหร่ก็หมด(ตั้งใจว่าจะถ่ายรูปก่อน ก็ยังไม่ทันพรรคพวก ที่แย่งจิ้มใส่ปากกันเฉย) ของหวานเป็นแพนเค้กแผ่นสามเหลี่ยม วางด้านบนด้วยกล้วยไข่เชื่อมแล้วราดด้วยน้ำอ้อยอีกที เท่านี้ก็อิ่มจนแทบลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียวครับ ปกติผมเป็นคนทานอาหารไว แต่มื้อนี้ขอละเลียดหน่อย ค่อยๆ ฉีกเนื้อไก่ย่างใส่ปาก ค่อยๆ เคี้ยวให้ได้รสชาติที่แห้งพอดีๆ ไม่เหนียวไม่แข็ง ไม่แฉะ เนื้อไก่หอมเครื่องคลุกที่ใช้ย่างจนถึงกระดูก เพื่อนๆ กินกันเสร็จหมดแล้ว แม้แต่เพื่อนผู้หญิง แต่ผมยังกินข้าวไม่หมดกระทงเลย บางคนก็เติมข้าวไป 4 กระทงแล้ว ผมก็ยังอร่อยละไมอยู่กับเนื้อไก่และน้ำพริกผักต้มอย่างช้า ๆ อยู่ ด้วยกลัวว่าความอร่อยจะหมดไปจากจานซะก่อน นี่แหละคำตอบแรกของหัวใจที่ผมถามไว้ก่อนเดินทางมาร่วมกับเขาว่า จะไปกับเขาทำไม?

หลังของหวานแล้วเราเดินไปเยี่ยมท่านอาจารย์ศรีวรรณที่บ้าน ซึ่งท่านกำลังสนุกสนานอยู่กับการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมและงานภาพพิมพ์ ท่านพูดคุยอย่างเป็นกันเองและสนุกสนาน หลายคนที่ไปด้วยกันเป็นทั้งรุ่นพี่ ทั้งรุ่นน้อง และเป็นทั้งลูกศิษย์ของอาจารย์ศรีวรรณ จึงเสมือนได้ไปเยี่ยมเยือนหาพรรคพวกเดียวกัน ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ และได้เก็บภาพเป็นที่ระลึกด้วย พูดคุยไถ่ถามกันจนอิ่มหนำใจแล้วก็ล่ำลาท่านอาจารย์ เดินทางต่อไปที่อำเภอเชียงแสนเพื่อแวะชมวัดเจดีย์หลวงของเชียงแสน ซึ่งเป็นวัดอนุรักษ์ บรรยากาศแบบวัดเก่าแก่ทางภาคเหนือที่อยู่ในการดูแลของกรมศิลปากร มีองค์เจดีย์เก่าแบบศิลปล้านนาองค์ค่อนข้างใหญ่ ยังคงความสวยงามอยู่ เสียดายที่พระวิหารด้านหน้าองค์เจดีย์กำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ จึงทำให้การถ่ายภาพสวยๆ ลดลงไปบ้าง

เกือบ 4 โมงเย็นเราจึงตัดใจออกเดินทางไปเชียงของ กะว่าจะให้ถึงที่โรงแรมริมโขงที่เชียงของตอนค่ำพอดี แต่ระหว่างเส้นทางก็ยังอดแวะไหว้พระที่วัดพระธาตุผาเงาไม่ได้เพราะอยู่ริมเส้นทางพอดี ในสายตาเรา ๆ แล้ว วัดนี้เป็นวัดบูรณะใหม่ เป็นวัดท่องเที่ยวเป็นวัดถ่ายภาพ พวกเราจึงเดินไปไหว้พระและกลับลงมากันอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครอยู่พิลี้พิไลบนวัดกันเท่าไร รถใช้ความเร็วปกติเรียบริมโขงและริมเขาบ้าง ทิวทัศน์สองข้างทางสวยงามใช้ได้เลยทีเดียว แดดบ่ายแก่ ๆ ช่วยให้ท้องนาที่ร้างข้าวดูเหงาเงียบ ท้องฟ้ายังปกคลุมด้วยหมอกควันหนาพอควร ดวงอาทิตย์สีแดงก่ำกำลังลดลงต่ำ พอโพล้เพล้ เข้าไต้เข้าไฟ เราก็ถึงโรงแรมเชียงของริมโขงพอดี จัดการเช็คอินได้ห้องได้คู่นอนแล้ว ต่างก็ขนกระเป๋าเข้าห้อง ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าขอเข้าห้องน้ำ จัดการอาบน้ำให้สบายตัวทันทีตามนิสัยปกติ ที่ก่อนอื่นเมื่อถึงที่พักจะอาบน้ำก่อนเป็นอย่างแรก อาหารเย็นเรานัดกันตอนทุ่มที่ห้องอาหารของโรงแรมทิวทัศน์ของน้ำโขงกลางคืน มองเห็นแผ่นดินลาวที่อยู่ตรงข้าม ถ้าไม่ลำเอียงกันจนเกินไป ผมว่าแสงไฟฟ้าฝั่งลาว สว่างกว่าฝั่งไทยและมากกว่าฝั่งไทยด้วย หลายคนถ่ายรูปด้วยโปรแกรมอัตโนมัติยังตกใจเลยว่า ทำไมภาพฝั่งโน้นสว่างจัง วันแรกของการเดินทางตามโครงการ“ล้านนา สู่ล้านช้าง” ยังไม่ได้ออกจากแผ่นดินไทยเลยครับ ยังวนเวียนแวะหาความเป็นล้านนาอยู่บนแผ่นดินพญาเม็งรายอยู่นี่เอง พรุ่งนี้เราคงได้เหยียบแผ่นดินล้านช้างเสียที คืนนี้เราค้างที่ริมโขงนี้พร้อมๆ กับสังหารรีเจนซี่ไป 3 แบน แกล้มด้วยการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีคระหว่างแมนยูกับเชลซี และอาเซนอล กับ วูลฟ์ฯ ผมนั้นหลับสนิทเพราะเชลซีชนะแมนยู.. แม้ว่าอาเซนอลจะชนะวูลฟ์ก็ตาม เมืองไทยดีอย่างนี้เสมอมีอะไรๆ มาก มายให้ไขว่คว้า อยู่ที่ว่าจะเห็นหรือไม่เท่านั้น และยังอยู่ที่ว่าจะคว้าเป็นหรือไม่ด้วย

ก่อนการเดินทางครั้งนี้ ผมเตรียมเสื้อผ้าหน้าผมพอประมาณ ตั้งใจว่าจะเอาชุดไปใส่สัก 3 ชุด ชุดนอน 1 ชุด รวม 4 ชุด แต่การเดินทางทั้งทริ้ปมี 6 วัน อีก 3 ชุดที่เหลือผมตั้งใจว่าจะไปชื้อเอาที่หลวงพระบาง แค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นแบบเดินป่า ไม่น่าจะหายากและไม่น่าจะแพงแต่รองเท้ากับชุดชั้นในนี่ต้องเอาของเดิม ๆ ไป เพราะใส่สบายกว่าของใหม่ๆ แน่นอน ผ้าขาวม้า 1 ผืน ผ้าขนหนูผืนเล็ก 1 ผืน ทิชชู่ 1 ม้วน แปลงสีฟัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก มีดโกนหนวดและแชมพูกับสบู่ก้อนเล็กๆ ที่แอบเก็บมาจากโรงแรมต่าง ๆ อย่างละ 1 กับแป้งเย็นโรยตัวอีก 1 กระป๋อง เท่านี้ผมก็พร้อมเดินทางแล้ว แน่นอนว่า กล้องถ่ายภาพเป็นเสมือนอาวุธคู่กายที่ต้องเตรียมพร้อม ทั้งเลนส์ แท่นชาร์ต และแผ่นบันทึกข้อมูล เตรียมตามสภาพตากล้องสมัครเล่นนะครับ ไม่ใช่มืออาชีพเพียงหวังว่าจะได้เก็บภาพที่น่าประทับใจกลับมาบ้างเท่านั้น

วันที่สองของการเดินทาง ผมตื่นตั้งแต่ตีห้า แม้ว่าอาหารเช้าจะเริ่มที่ 7 โมง แต่ด้วยความเคยชินตื่นแล้วก็ต้องลุก จัดการธุระส่วนตัวแล้วยังมีเวลาไปเดินสำรวจรอบ ๆ โรงแรมได้อีกนาน ตอนที่มาถึงเมื่อวานเป็นเวลาย่ำค่ำจึงไม่ค่อยได้เห็นสีสันอะไรมากนัก แต่เช้าตรู่อย่างนี้ ชีวิตริมโขงกำลังเริ่มต้น แต่ด้วยว่าโรงแรมนั้นตั้งอยู่กลางเมืองเราจึงไม่ค่อยได้เห็นวิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่แท้จริงมากนัก เพราะรอบ ๆ โรงแรมล้วนเป็นร้านอาหาร ธนาคาร และสถานที่ราชการ แต่พอได้เดินห่างออกไปสักหน่อยก็เริ่มพบบรรยากาศชีวิตไทย ๆ คนค้าคนขายเริ่มเปิดร้าน คนซื้อคนจ่ายเริ่มออกจากบ้านเพื่อหาซื้อของที่ตนต้องการ ชาวประมงน้ำโขงหลายคนสาระวนอยู่กับเครื่องมือจับปลา พระและเณรออกบิณฑบาต นั่นก็เป็นรูปแบบของชีวิตเช้า ๆ ที่กลางเมืองเชียงของ ผมเดินเล่นอยู่สักครู่ ก็ได้รับสัญญาณโทรศัพท์มือถือจากเพื่อน แจ้งว่าอาหารเช้าพร้อมแล้ว และผมก็กำลังอยากได้กาแฟสัก 2-3 แก้วพอดี

จากโรงแรมเราเดินทางมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง(ต.ม.)เชียงของ ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 5 นาที เพื่อยื่นความจำนงออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ที่นี่น่ารักครับ บริการด้วยรอยยิ้มสยามตลอดเวลา หลังจากที่ได้รับพาสปอร์ตคืนจากเจ้าหน้าที่แล้ว เราเดินกันไปขึ้นเรือบั๊ค (คล้ายเรือหางยาว) เพื่อข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่งห้วยทรายที่อยู่ตรงข้าม เรือวิ่งตัดลำน้ำโขงที่แคบและตื้นเขินด้วยเวลาไม่ถึง 3 นาที เราก็มายืนอยู่บนแผ่นดินลาว มองกลับไปยังแผ่นดินไทยแทบไม่เห็นความแตกต่างแต่อย่างใดเลย นี่เองที่เขาเรียกว่าบ้านพี่เมืองน้อง คนเรือ ส่งภาษาถามเรื่องกระเป๋าเดินทาง เราก็เข้าใจได้ดี แม้จะไม่ใช่ภาษาคนเมืองแต่ก็รู้เรื่องหมด “แม่นกระเป๋าใส่ล้อบ๋อ?” แปลว่า “ใช่กระเป๋าที่จะเอาใส่ในรถเข็นมั้ยครับ” คนเข็นรถขนกระเป๋าถามเราแล้วชี้ไปที่หัวเรือ ผมพยักหน้าให้ เขาก็รีบจัดการขนกระเป๋าขึ้นฝั่งไปส่งให้ที่รถทันที ที่ห้วยทรายคณะเรานัดรถมารับไว้แล้ว ผมกับพรรคพวกได้รถตู้ของอ้ายสมหมาย อุ่นอารมณ์ ซึ่งประตูรถตู้เปิดด้านขวามือ คนขับนั่งด้านซ้าย รถที่นี่แทบทุกคันพวงมาลัยซ้ายครับ และระเบียบการจราจรนั้น บังคับให้ทั้งรถและคนต้องชิดขวาของถนน ซึ่งระหว่างที่ผมอยู่ในเมืองลาว รถวิ่งชิดขวานั้นถือเป็นเรื่องปกติตามกฎหมาย แต่คนเดินถนนชิดขวาด้วยนี่ซิครับ ผมนับถือเลย เพราะไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองหรือจะชนบทบ้านนอกเพียงใด คนเดินถนนจะเดินชิดขวากันตลอดเวลาทั้งเด็ก สาว เฒ่า แก่ ตั้งแต่นักเรียนตัวเล็ก ๆ จนถึงผู้ใหญ่ทั้งหลาย วินัยของชาติลาวข้อนี้ผมสังเกตุตลอดการเยือนหลวงพระบางครั้งนี้ 99 เปอร์เซ็นต์คนเดินชิดขวาครับ ยืนยันได้ สุดยอดอารยะธรรมครับสำหรับเรื่องนี้ของเมืองนี้ และนี่น่าจะเป็นคำตอบของหัวใจข้อที่ 2 ที่ผมเดินทางมา เพราะแม้จะมืดมิดแล้วบนถนนที่คนยังใชัสัญจร เขาก็ยังเดินชิดขวากันอยู่ นับถือครับนับถือ เราออกจากห้วยทราย เกือบเก้าโมงเช้าครับ ตามมติที่ตกลงหันมา มื้อเที่ยงวันนี้เราจะแวะรับประทานอา หารกลางวันกันข้างทาง ที่ใดที่หนึ่งที่ได้เวลา และหิวแล้ว เราจึงเตรียมข้าวเหนียวหมูปิ้ง และแซนวิชทูน่ามาจากฝั่งไทย กะว่ารถจะ วิ่งไปถึงที่ไหนก็กินกันที่นั่น แซนวิชก็เอา ไว้รองท้องตอนบ่ายๆ เย็นๆ ก่อนถึงที่พัก คืนนี้เราจะแวะพักที่บ้านหนองเขียว เขตจังหวัด เมืองงอยของแขวงหลวงพระบาง เราเปลี่ยน โปรแกรม ที่จะไม่เข้าหลวงพระบางในวันนี้ทางรถยนต์ เพราะอาจจะใช้เวลาถึง 3 ทุ่ม กว่าจะถึงหลวงพระบาง เส้นทางรถที่เราใช้จากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา ใช้เวลารถวิ่ง 3 ชั่วโมง จากหลวงน้ำทาไปอุดมไซ ใช้เวลา 5 ชั่วโมง จากอุดมไซไปหนองเขียวอีก 1 ชั่วโมง รวมๆ แล้วเราน่าจะถึงที่พักสักทุ่มเศษ เรียกว่านั่งรถกันทั้งวันแหละครับ ถนนหรือทางหลวงที่เราใช้เดินทางกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างบ้าง ขยายเส้นทางบ้าง จึงมักเป็นอุปสรรคต่อการใช้ความเร็ว และผิวถนนส่วนใหญ่ก็เสียหายไปบ้างแล้วด้วย การนั่งรถตู้ของคนแถวหลังจึงเสมือนได้ขี่ม้าพยศ ม้ามันจะเบรก จะทิ่มหน้า จะโขยกหลัง สะบัดซ้ายสะบัดขวา กระเด็นกระดอนกันตลอดทาง คละเคล้าระคนเสียง อุ๊บ..อ๊ะ..อุ้ย..โอ๊ะโอ๊ะ...พลั้ก.. อูย.... เรียกว่า ใส่ซาวกันแบบหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นได้เลย ส่วนคนที่นั่งด้านหน้าก็ต้องลุ้นเสียวเอากับการขับรถแบบลาวลาว อ้ายสมหมายแกขับรถเก่งนะครับ แต่แกชอบวัดใจกับรถสวนทางเสมอ ๆ ไม่ว่ารถสวนจะเป็น 4 ล้อ 6 ล้อหรือ 18 ล้อ ต่อให้เส้นทางเหลือการจราจรเพียงเลนเดียว เพราะเอาไปกองวัสดุก่อสร้าง ซะเลนหนึ่ง แกก็ยังวิ่งสู้ฟัด เข้าไปหารถบรรทุกบ่อยๆ เรียกว่าไม่ใกล้ไม่หลบแล้วกัน บางทีก็จอดจ่อหน้ากันซื่อๆ เลย เพราะไม่รู้จะหลบไปทางไหน สุดท้ายแกก็ต้องถอยให้ 18 ล้อเขาอยู่ดี นี่แหละที่เรียกว่า “มันส์พะยะค่ะ” การเดินทางนานๆ นี่ ที่สำคัญอีกอย่างคือห้องน้ำครับ ความจำเป็นของการขับถ่ายเรียกร้องให้รถต้องจอดใช้บริการห้องน้ำข้าง ๆ ทางกันบ่อย ๆ ห้องน้ำที่ว่านี่สำหรับผู้ชายมันไม่เท่าไหร่หรอก ทำตัวเป็นโจรสลัด สะบัดๆ หน่อยก็เก็บอาวุธได้แล้ว แต่สะหรับสุภาพสตรีนี่ ต้องมีที่มิดชิดหน่อยครับ ห้องน้ำในปั๊มน้ำมันไม่มีให้บริการเหมือนบ้านเรา จะมีก็ต้องที่สถานีขนส่งของจังหวัด สถานีย่อยๆ ก็ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นต้องคำนวณเวลาสำหรับการเข้าห้องน้ำกันให้ดีๆ ด้วยรถผมหยุดหลายครั้ง ทั้งหยุดทานอาหารกลางวัน หยุดเข้าห้องน้ำทำมะซาด หยุดเข้าห้องน้ำของผู้หญิง ซึ่งถนนส่วนใหญ่จะลัดเลาะไปตามไหล่เขา วกซ้ายเวียนขวา หักศอกซ้ายหักศอกขวา จนบางคนเอ่ยถามและเปรียบเทียบกับเส้นทางในเมืองไทยว่า มีที่ไหนที่จะโหดกว่านี้ ยิ่งเปรียบก็ยิ่งห่างไกล เพราะรถยังไม่ถึงจุดหมายสักที เส้นทางยังวกวนเหมือนเดิม ขึ้นเขาลงเขา ผ่านหมู่บ้านเล็กหมู่บ้านใหญ่ หมูหมาวิ่งกันเพ่นพล่านข้างทาง คล้ายๆ กับหมู่บ้านชาวเขาของบ้านเรา ชาวเขานี่เขาเรียกว่าลาวสูง คือ คนพื้นถิ่นที่อยู่มาแต่เดิม ส่วนคนลาวที่หลวงพระบางเป็นลาวเทิง(ลาวบน) อพยพลงมาจากเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟูปัจจุบัน และ คนลาวทางเวียงจันทร์ทางสะวันเขต เป็นลาวลุ่มหรือลาวในที่ราบลุ่ม ส่วนทางจำปาศักดิ์คนไทยเราเรียกเขาว่าลาวใต้ครับ เรียกตามภูมิประเทศและพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศลาว

วันนี้เราเดินทางกันทั้งวันจนแสงอาทิตย์หายจากฟ้า มองไปด้านหน้าก็ไม่เห็นแล้วว่ามีอะไรบ้าง ไฟถนนไม่มี ไฟบ้านไม่มี แปลว่าเรากำลังวิ่งอยู่ในป่า และในที่สุดเมื่อเห็นไฟบ้านอีกครั้ง เราก็ถึงที่พักที่เรียกว่า “เฮือนพักผาซ้าง” หรือ ผาช้างรีสอร์ท เป็นที่พักที่สร้างใหม่ของบ้านหนองเขียว เราไม่เห็นอะไรเลยรอบตัวนอกจากบ้านพักสร้างแบบห้องคู่ 5 หลัง 10 ห้อง มี ศาลาขนาดเขื่อง ๆ ตั้งโต๊ะอาหารยาว ๆ ไว้รอรับคณะเราเท่านั้น ความมืดที่มาเยือนมืดสนิทในช่วงข้างแรม บางคนสาดไฟฉายไปในที่มืด และหลายคนก็สะดุ้งสะเด็นเพราะที่ใกล้ๆ ตัว มีเงาทะมึนสีดำใหญ่ตั้งเผชิญหน้าสูงไปเกือบครึ่งฟ้า กว้างไปกว่าจะมองเห็นที่สิ้นสุด บางคนบอกว่าภูเขา บางคนว่าหน้าผา พรุ่งนี้เช้าเราคงรู้ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร มื้อเย็นนี้เราทั้งคณะอิ่มอร่อยกับข้าวสวยร้อนๆ และไข่เจียวหอม ๆ กันเป็นพิเศษ แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับชดเชยการเดินทางที่ยาวนาน ผมหลับสนิทเพราะฤทธิ์ของน้ำอำพันในขวดสีเขียวฉลากสีเหลืองตราเรือใบ ที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาจากท่าขี้เหล็ก เจ้าของรีสอร์ทใจดีหาน้ำแข็งมาให้ถังใหญ่ พร้อมโซดาตราสิงห์อีก 6 ขวด คอสุราเดียวกันกับผมคืนนี้มีเพียง 4 คน(เหมือนเดิม) แต่ก็เพียงพอที่จะจัดการกับเจ้าเรือใบในขวดลิตรนั้นได้ ส่วนสมาชิกอีกท่านหนึ่งนิยมเบียร์ครับ เลยขอเปิดซิงเบียร์ลาว(ที่เขียนแล้วอ่านว่า “เขยลาว”) ไป 2 ขวด มิหนำซ้ำเจ้าของรีสอร์ทเปิดมากำนัลให้อีก 1 ขวด แกบอกว่า “น้ำใจ๋” ก็ได้ใจไปเต็มๆ ครับงานนี้

บ้านพักที่นี่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีแต่พัดลมซึ่งเพียงพอแล้ว เพราะว่าอากาศไม่ร้อนเลยครับ และน้ำที่ใช้อาบนั้นเย็นปานประหนึ่งน้ำแข็งละลาย ผมได้ข้อมูลจากเพื่อนร่วมห้องว่าน้ำเย็นมาก ก็เลยไม่ได้เปิดใช้น้ำร้อน ทั้ง ๆ ที่มีบริการให้พร้อมสรรพ แต่ก็ดีไปอย่างครับ ได้อาบน้ำเย็น ๆ แบบจะ ๆ สักที เลยสระผมซะด้วยเลย คิดถึงสมัยก่อนเคยทำแบบนี้เหมือนกัน ตอนไปรับน้องที่ภูกระดึง แต่นั่นมัน 30 กว่าปีมาแล้ว ความหนาวเย็นไม่ระคายผิว แต่คราวนี้ ....สั่น...ครับ กว่าจะอาบน้ำสระผมได้ต้องทำใจทำสมาธิกันนานเลย

สำหรับตอนที่ 1 นี้ผมคงจะจบลงที่ บ้านหนองเขียวนี่แหละครับ ตอนหน้ายังมีเรื่องสนุกๆ มากมายเล่าให้ฟังอีกครับ...
หมวดหมู่: วรรณกรรม
ผู้เขียนบทความ: สมชาย เผ่าจินดา
เวลาป้อน: 12 ส.ค. 2010 11:08
แก้ไขล่าสุด: 17 ส.ค. 2010 16:22
จำนวนการเปิด: 1,572
 

 

ข้อคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ
ลิขสิทธิ์ © 2010 คณะศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด
95/2 ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 53000
โทรศัพท์ 053-414250 / โทรสาร.053-414253