ครูกับศิษย์...

ครูกับศิษย์
ในยุคนี้ที่ผู้คนพูดถึงเรื่องของครูกับศิษย์กันอย่างมากมาย ทั้งที่เป็นข่าว หรือแม้แต่เสียงบ่นในสื่อต่างๆ ด้วยความประพฤติของผู้ที่สังคมมักมอบหมายให้มีหน้าที่เป็น "ครู" และในส่วนที่เป็นความรู้สึกของบุคคลที่ถูกมอบหมายนั้นมีต่อ "ศิษย์" ซึ่งการพูดถึงในแง่ต่างๆ นั้นมักไม่ออกมาในมุมที่ราบรื่นนัก บ้างอาจกล่าวอ้างถึงจรรยาบรรณ ของผู้มีหน้าที่เป็นครู ให้ตระหนัก นั่นก็อาจจะจริงอยู่ แต่... จะอย่างไรเสีย ผู้ถูกมอบหมายความเป็นครูนั้น แท้จริงก็ยังเป็นปุถุชน เป็นคนเฉกเช่นผู้คนอื่นในระบบของสังคม อารมณ์ ความรู้สึก ก็ยังเป็นคนอยู่นั่นเอง ส่วนผู้ที่ได้ชื่อว่าศิษย์เองนั้นเล่าก็นับได้ว่าเป็น คน เป็นปุถุชนเช่นกัน อารมณ์ ความรู้สึก ก็ย่อมมีเฉกเช่นผู้ได้รับมอบหมายว่าเป็นครู ดังนั้นการกระทบกระทั่งระหว่างบุคคลที่ต้องอยู่ร่วมกันนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ซึ่งนั่นย่อมเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของชีวิต แต่สิ่งที่ผิดแผกไป คงเป็นความคาดหวังของผู้ที่เป็นบุพการีของศิษย์ หรือความคาดหวังของสังคม ที่เขียนภาพผู้รับหน้าที่ครูว่าเป็นดังพ่อพระหรือตาเฒ่าฤษีผู้วิเศษที่จะบันดาลให้ผู้ได้ชื่อว่าศิษย์เปลี่ยนแปลงจากวานรไปเป็นมนุษย์ ... ซึ่งก็น่าขำ...เพราะแม้แต่ในนิยายหลายๆ เรื่องก็ยังพบว่าเหล่าวานรที่อยู่กับตาเฒ่าฤษี ก็ยังเป็นวานรที่คอยทำให้ฤษีชีไพร ต้องเจ็บเกล้าเวียนหัวด้วยความซุกซนมิเคยเปลี่ยน.... แล้วอะไรจะมาพูดถึงบุคคลที่เพียงมารับหน้าที่ที่ถูกอุปโหลกขึ้นว่าเป็น "ครู".... แล้วถ้าเป็นแบบนั้นแท้จริงครูและศิษย์จะเป็นอย่างไร...?
ในความคิดเห็นส่วนตนนั้นแท้จริงในสถานศึกษาทุกที่ล้วนเป็นสนามประลองเพื่อเป็นที่คัดกรองและทดสอบเพื่อให้เกิดความเป็น "ครู" และเกิดความเป็น "ศิษย์" เพื่อพัฒนาผู้คนให้เปลี่ยนแปลงจากความไม่รู้ (อวิชชา) ไปสู่ความรู้ (วิชชา) นอกเหนือจากนั้นที่เป็นองค์ความจำอื่นๆ ทั้งทฤษฎีบท และบทเรียนทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งเสริมความจดจำให้นำไปใช้ในสังคมโลกอย่างเหมาะสมเท่านั้น... ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสำคัญของการเรียนคือ "รู้" กับ "ไม่รู้" เพียงเท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องกับความจำไม่เพราะการจดจำสิ่งที่มีผู้พร่ำบอก แล้วนำไปตอบให้ถูกต้องนั้นเป็นเพียงความจดจำหาควรที่ "ผู้บอก" และ "ผู้จดจำ" จะนำไปเป็นสิ่งวัดความรู้ไม่และยิ่งมิบังควรแก่ความภาคภูมิว่าเป็นผู้มีปัญญาดี...เพราะสิ่งเหล่านี้หาปัญญามิได้...เมื่อมาถึงตรงนี้เราคงพอเรียกผู้ที่มอบหมายหน้าที่ว่าเป็น "ครู" นั้นว่าเป็น ครู มิได้ และเช่นเดียวกันเราคงเรียกผู้ที่เข้ามาสู่สถานศึกษาด้วยความหวังอื่นนอกเหนือความไฝ่รู้ว่าเป็น ศิษย์ มิได้ เขาทั้งคู่เป็นได้เพียงผู้ให้และผู้รับ หรืออย่างดีก็เป็นเพียง "ผู้ชี้แนะ" และ "ผู้รับคำชี้แนะ" เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างไรที่เรียกว่าเป็น ครู และ ศิษย์ ที่แท้จริง... แท้จริงแล้วครู และศิษย์นั้นอยู่ในบุคคลคนเดียวกันนั่นเอง ... เมื่อใดบุคคลมีความไฝ่รู้ มีความพึงใจ (ฉันทะ) มีความเพียรที่จะรู้ (วิริยะ) มีความตั้งใจที่จะรู้ (จิตตะ) มีการไคร่ควรอยู่ที่จะรู้ (วิมังสา) เกิดขึ้นในตนย่อมได้ชื่อว่าเป็นศิษย์..และ เมื่อใดมีความอบรมบ่มตนให้อยู่ในความรู้สึกตัว มีความเห็นชอบ คิดชอบ กระทำชอบ ตั้งมั่นชอบ เมื่อนั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นครู ผลของการศึกษาและอบรมระหว่างครูและศิษย์ที่เกิดขึ้นในตนย่อมเกิดผลดี เกิดเป็นความรู้ ความรู้ที่ดี ความรู้ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง (วิชชา) มิได้เจือปนด้วยความไม่รู้ (อวิชชา) ที่ประกอบด้วยความหลง ความมักได้ ความเอาแต่ใจตน หากพิจารณาตามนี้ก็จะพบว่า ทั้งผู้ที่ถูกมอบหมายหน้าที่ว่าเป็น ครู และผู้สวมบทบาทว่าเป็น ศิษย์ นั้นล้วนต้องมี ครู และ ศิษย์ อยู่ในตนไปพร้อมกัน เสมอกัน เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากันในเวทีสมมุติของสถานศึกษา ด้วยบทบาทของ ผู้แนะนำ และผู้รับคำแนะนำ จึงควรทำตนให้ถึงพร้อมด้วยความเมตตา ความกรุณา มีมุฑิตา และวางตนด้วยอุเบกขา กันทั้งสองฝ่ายเพื่อให้การศึกษาในตนนั้นเกิดความงอกงาม ด้วยความรู้ ทำลายความไม่รู้ สมกับการเป็นสถานศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิต... "ผู้รู้".... อย่างแท้จริง.
หมวดหมู่: วรรณกรรม
ผู้เขียนบทความ: มนตรี เลากิตติศักดิ์
เวลาป้อน: 20 มิ.ย. 2011 08:50
แก้ไขล่าสุด: 20 มิ.ย. 2011 08:50
จำนวนการเปิด: 767

 

ข้อคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ
ลิขสิทธิ์ © 2010 คณะศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด
95/2 ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 53000
โทรศัพท์ 053-414250 / โทรสาร.053-414253