บทความมรณะสติ... ที่น่าอ่าน...

มรณะสติ
ช่วงนี้ข่าวแผ่นดินไหวและภัยพิบัติเริ่มซาๆ ไปช่วยให้ชาวโลกส่วนใหญ่คลายวิตก และเลิกคุยเรื่องโลกแตกทั้งวันเสียได้ผมเห็นเป็นจังหวะดีที่จะชวนคุยเรื่องมรณะสติ ในแบบที่ไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวเพราะห่างข่าวน่าเหงื่อตกออกมาบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่ามีสิทธิ์ขยับเข้าใกล้ได้อีก หลายคนได้ยินคำว่า "มรณสติ" แล้วยังไม่เข้าใจว่าเป็นหลักการเตรียมตัวตายหรืออย่างไรแน่ แล้วถ้าจะเตรียม ควรเตรียมอย่างไร
มีวิธีที่แน่นอนเป็นขั้นเป็นตอนท่าไหนกัน คือเราต้องเข้าใจและเห็นภาพรวมให้ได้ก่อนครับ ขณะจะตายนั้น ตามธรรมชาติของจิตแล้วถือว่าเป็นภาวะเข้าด้ายเข้าเข็มที่พลาดไม่ได้ เพราะถ้าคิดไม่ดี จิตถูกครอบงำด้วยนิมิตร้ายๆ จนเกิดภาวะอกุศล มืดสนิท ปิดกั้นแสงสวรรค์ล่ะก็สภาพศพจะสวยหรือไม่สวย วิญญาณก็โทรมแน่นอนศพไม่สวยอย่างมากก็ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังจัดการลากไปเผาหรือฝังเดี๋ยวเดียวจบ แต่วิญญาณโทรมนี่คุณต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมด้วยตนเองไปอีกนานอย่านึกง่ายๆ ว่าฟังพระสวดอภิธรรมในงานศพตัวเอง แล้วจะเลื่อนชั้น สว่างไสวปรูดปราดทันใจเหมือนในหนัง
วิญญาณโทรมได้อย่างไร? สำนวนทางพุทธเรียกว่ามีจิตเศร้าหมอง แล้วจิตเศร้าหมองได้อย่างไร? ก็ด้วยความคิด คำพูด หรือการกระทำอันเป็นอกุศลให้หม่นมัวที่ชัดก็ตอนทุรนทุรายครวญครางไม่อยากตาย หรือตื่นตระหนกกับภัยพิบัติที่ปรากฏโดยไม่คาดฝันที่นับเป็นอกุศลเพราะจิตไม่สบาย ไม่สว่าง มีแต่ความกระสับกระส่าย ภายในเหมือนมืดบอดกระแสจิตพร้อมจะยึดติดและปักแน่นกับนิมิตร้ายๆ คลายยาก
การเตรียมตัวตายจึงไม่ใช่เรื่องอัปมงคลตรงข้าม เป็นมหามงคลต่างหากใครจะว่าอย่างไร หาว่าตื่นข่าวเกินเหตุก็ช่างเราเตรียมของเราตามธรรมเนียมนิยมของเหล่าอริยสาวกเสียอย่างย่อมได้ชื่อว่าเป็นไปเพื่อความเป็นพุทธผู้ไม่ประมาทเป็นไปเพื่อความมีวิญญาณสวยสด และเป็นไปเพื่อภาวะหลังความตายที่งดงาม
โลกจะแตกหรือไม่แตกก็ไม่รู้นะครับ ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าก่อนโลกจะแตกนี่เราๆ ท่านๆ มีสิทธิ์ตายกันทุกคน สงกรานต์ที่ผ่านมาก็มีคนตายสังเวยเทศกาลแห่งการเดินทางกลับบ้านไปตั้งหลายร้อย คนเหล่านั้นก็เคยกลัวโลกแตก แต่ต้องมาตายเสียก่อนโลกแตก เราเองไม่นึกว่าจะตายวันนี้ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ตายเช่นกัน เมื่อกล่าวถึงนัยสำคัญว่าทำไมต้องเตรียมตัวตายแล้วคราวนี้ก็มาเจาะรายละเอียดว่าวิธีเตรียมเขาเตรียมกันอย่างไรเพื่อให้เห็นการเตรียมตัวตายที่ง่ายที่สุดขอให้สมมุติว่าถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นตรงหน้าเดี๋ยวนี้เลยคุณจะนึกถึงอะไร? ตอบได้ไหมครับ? ถ้าตอบไม่ได้ ยังอ้ำอึ้งอึกอักก็แสดงว่าคุณยังไม่เคยฝึกเตรียมตัวตายไว้ก่อนพอถูกถามเข้าจึงนึกไม่ออก บอกไม่ถูกว่าควรเอาจิตไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งใด
ผมถามแล้วนึกไม่ออกไม่เป็นไร แต่ถ้ามัจจุราชถามแล้วนึกไม่ออก อันนั้นเป็นเรื่องแน่ หากคุณนึกออก บอกถูก สบายใจได้ทันที อบอุ่นใจในบัดดล ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับคุณมีสิทธิ์ตายดีมากกว่าตายร้าย จัดเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกนี้ทีเดียว

ซ้อมไว้ครับ ถามตัวเองบ่อยๆว่าถ้าต้องตายกะทันหัน เห็นอะไรใหญ่ๆ กำลังจะพลิกมาทับให้ตายดับในวินาทีหน้า เลือกหรือยังว่าจะนึกถึงอะไร หลังจากซ้อมบ่อยเข้าพอเจอของจริงจะนึกได้จริงๆ เป็นอัตโนมัติ ทำนองเดียวกับคนซ้อมหนีไฟไว้ดีพอมีเรื่องขึ้นจริงๆก็ไม่ลนลาน รู้ทางหนีทีไล่ชัดเจนพุ่งตัวไปตามทิศที่ซักซ้อมแบบไม่ต้องเงอะงะใดๆ
ถ้าถามว่าพุทธศาสนาแนะให้นึกถึงอะไร? ให้เร็วที่สุดและดีที่สุดคือพระพุทธเจ้าครับเพราะท่านเป็นแหล่งบุญที่ใหญ่ที่สุดเป็นแสงสว่างที่ยิ่งกว่ามหาสุริยะในโลกวิญญาณ แต่ถ้าคุณนึกถึงพระพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้แล้วไม่อบอุ่นไม่ปีติปลาบปลื้ม เพราะไม่ค่อยได้อ่านพุทธพจน์ ไม่เคยได้ดีจากการทำตามคำสอนของท่าน ไม่ค่อยมีความเลื่อมใสผูกพันโดยตรงจากการสวดมนต์ อันนี้ก็ไม่เป็นไร นึกถึงพระสงฆ์สาวก นึกถึงผ้าเหลืองที่คุณมีใจผูกพันอยู่จริงๆ ได้ดีเพราะเชื่อและทำตามท่านสอนมาแล้วจริงๆ ก็นับว่าเป็นหลัก เป็นที่พึ่งให้อบอุ่นพร้อมไปดีได้เช่นกัน หรือหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคว้งคว้างบอกตัวเองตรงๆ ว่าไม่เลื่อมใสใครเลย อดสงสัย อดระแวง อดคิดไม่ดีต่างๆ นานากับครูบาอาจารย์ไม่ได้ คุณก็ยังมีที่พึ่งเหลืออยู่ คือพระธรรมอันมีจริงในตน สำหรับคนที่ไม่อยากมีเวรกับใคร คนที่ฝึกอภัยไม่ผูกใจเจ็บไว้ก่อน
คนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ทานเป็นประจำ ก็จะมีสิทธิ์เลือกรู้สึกถึงกระแสเมตตาในตนถ้านึกเมื่อไรรู้สึกดีเมื่อนั้น ก็แปลว่าใช้การได้ครับ แต่ถ้านึกถึงภาวะทางใจของตนเองเดี๋ยวนี้ แล้วพบกว่ายังติด ยังข้อง ยังหม่นหมอง ยังฟุ้งซ่าน ยังอยากด่า ยังอยากทำร้ายทำลายยังอยากแก้แค้นเอาคืน หรือยังกังวล ห่วงคนโน้นคนนี้ นี่ก็ใช้การไม่ได้อีกครับ ต้องหาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งสุดท้ายกันต่อ
มาขุดคุ้ยกันว่าเรามีดีอะไรพอใช้ได้บ้าง ถ้าใครหมั่นตอบแทนพ่อแม่ก็เอาบุญที่ทำไว้กับพ่อแม่มาช่วยก็ใช้ได้เหมือนกันครับ เพราะพ่อแม่เป็นรากแห่งชีวิต บำรุงรากไว้อย่างไร ชีวิตนี้และชีวิตหน้าก็สอดคล้องตามนั้น ทั้งบุญที่เกิดจากความอยากให้พ่อแม่มีความสุข ทั้งบุญที่เกิดจากความอดกลั้นไม่โต้ตอบยามพ่อแม่ร้ายใส่ อย่างไรก็ได้ นึกเป็นภาพรวมๆว่าเราอยากให้ท่านได้ดีมีสุข ไม่อยากให้ท่านเป็นทุกข์ เท่านี้ก็เป็นการรวบรวมกำลังบุญมาทันใช้เฉพาะหน้าแล้ว แต่ถ้าบอกว่าไม่ไหว ฝืนรู้สึกนึกคิดดีๆ กับพ่อแม่ไม่ได้จริงๆ ก็ยังมีแผนสำรองเหลืออยู่ครับ ยังไม่ต้องกลัว พุทธศาสนาชี้แหล่งขุมทรัพย์ไว้เยอะ เอาของติดตัวมาใช้ ให้คุณนึกว่าตอนนี้กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกถามตัวเองว่าลมหายใจนี้เป็นของคุณหรือของอะไร จะค่อยๆ เห็นว่าลมหายใจเป็นสมบัติของความแตกพัง ขาเข้าก็ไม่เที่ยง ขาออกก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ยาวเดี๋ยวก็สั้น เป็นเพียงภาวะธรรมชาติพัดเข้าพัดออกไม่ต่างจากลมอื่นๆ คุณจะเกิดความรู้สึกว่าใจคลาย วาง ว่างจากความถือมั่นไม่รู้สึกว่าลมหายใจเป็นบุคคล เป็นตัวชายหญิง อย่างน้อยก็จะเกิดเป็นอาการทางจิตปลอดโปร่งขึ้นมาชั่วขณะ นั่นแหละ ถ้าซ้อมนึกไว้จนชำนาญ พอถึงเวลาใช้จริงมันจะกลายเป็นดวงธรรมชั้นเลิศ ตีตั๋วเข้าสวรรค์หรือถึงนิพพานกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องออกแรงมากเหมือนสมัยพุทธกาลที่เมื่อมีพระคอยบอกทางตาย
ท่านให้ระลึกไปเรื่อยๆ ว่ากายนี้ ใจนี้ มีอะไรบ้างที่เที่ยงเมื่อจิตของเรานึกได้ว่าไม่มีอะไรสักอย่างที่เที่ยง ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นของเรา และกระทั่งไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นตัวเราจริงเมื่อนั้นจิตก็ปล่อยหมด เป็นอิสระจากอุปาทานพลังหนักแน่นของจิตก่อนตายที่ช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังจะรวมกระแสที่เคยซัดส่ายให้ผนึกถึงฌาน สว่างโพลงโล่งรอบปิดกั้นทางไปอบายภูมิโดยเด็ดขาด
สรุปแล้ว จะนึกถึงอะไรก็ตาม ขอแค่ซ้อมนึกอยู่ทุกวันว่าถ้าต้องตายไม่ดีเราจะนึกถึงสิ่งดีอันใดให้เกิดความอบอุ่นใจได้เร็วๆ คุณจะไม่กลัวเลย ว่าต้องตายท่าไหน การเดินทางข้ามภพนั้นแตกต่างจากการเดินทางข้ามประเทศมากคุณไม่ต้องเข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองกันยาวๆ ถ้าจิตดี มีความสว่างใสก็เป็นตราประทับเข้าเขตสวรรค์ในตัวเองกันเลย ช่วงก่อนจิตจะดับ จะมีอาการทบทวนชีวิตถ้าจิตมีกำลังดีก็จะเหมือนคุณนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาขณะอารมณ์ดีจำได้แต่เรื่องดีๆ ที่สร้างไว้ราวกับไม่เคยก่อกรรมชั่วมาก่อนเลยพลังของกรรมดีที่นึกได้แบบไหลมาเทมานั่นเองจะไม่ทำให้คุณสะทกสะท้านมีแต่รื่นเริง มีแต่อยากพุ่งไปข้างหน้าไม่เหลียวกลับมาดูข้างหลังแบบอิดออดอาวรณ์ใดๆ อีก
จากข้อเขียนของท่าน ดังตฤณ
หมวดหมู่: วรรณกรรม
ผู้เขียนบทความ: มนตรี เลากิตติศักดิ์
เวลาป้อน: 27 พ.ค. 2011 09:17
แก้ไขล่าสุด: 27 พ.ค. 2011 09:17
จำนวนการเปิด: 830

 

ข้อคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ
ลิขสิทธิ์ © 2010 คณะศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด
95/2 ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 53000
โทรศัพท์ 053-414250 / โทรสาร.053-414253