ลองฤทธิ์ลายไทย(อมรวัชร กอหรั่งกูล)

โดย: อมรวัชร กอหรั่งกูล
by : amarawach kohrangkul

มีเสียงจากสังคมบ่นว่า ทุกวันนี้คนทำดีไม่เห็นได้ดี ส่วนพวกทำชั่วโกงบ้านโกงเมืองเห็นร่ำรวยกันถ้วนหน้า พระพยอม กัลยาโณ จึงออกมาแก้ทางโดยเทศน์ใหม่ว่า ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว ท่านอธิบายว่าทำดีมันดีอยู่ในตัวการกระทำนั้น (คือดีวันยันค่ำ) ส่วนพวกที่ทำชั่ว มันก็ชั่วอยู่วันยันค่ำ

เจตนาดีของท่านที่เลี่ยงคำว่าได้ กลับไปสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้คนในยุควัตถุนิยมสุดขั้วนี้ ให้เหินห่างพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัว เพราะคำสอนนั้นพลาดไปตกหลุมบ่อ "ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์" ไป วิธีอธิบายที่ถูกคือ ต้องยืนยันคำสอนเดิม (ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว) แล้วอธิบายให้เข้าใจจะเป็นการถูกต้องมากกว่า คือจับเนื้อหาที่คลาดเคลื่อนให้เข้ามาสู่ตัวคำสอนที่ถูกต้อง ให้รู้ว่าทำดีไม่ใช่ได้เงิน หรือร่ำรวย แต่ได้ความสุข ได้บุญ ได้ยกระดับจิตใจ ขัดเกลากิเลส ตรงตามคำสอนในศาสนาพุทธ เพราะการไปแก้ไขจากทำดี ได้ดี เป็นทำดี ดีนั้น จะรักษาไว้ได้แต่พุทธศาสนิกชน ผู้ศรัทธาอยู่ก่อนแล้ว แต่คนในรุ่นถัดไปจะไม่เข้ามานับถือเพราะไม่ได้อะไร ซึ่งก่อผลที่ผิดเพี้ยนออกไปเยอะครับ

อีกตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมากล่าวก็คือ โฆษณากระตุกต่อมคิด ที่รัฐบาลทำออกมากระแทกสังคมทางสื่อโทรทัศน์ โดยหวังผลว่าจะให้ผู้คนได้คิดและตื่นตัวสร้างสรรค์กันทั่วบ้านทั่วเมือง หารู้ไม่ว่าโฆษณาชิ้นนี้แจ้งผลโชนชัดประการเดียวคือ แสดงความไม่รู้จักตัวเองของรัฐบาล เพราะถ้าย้อนกลับไปดูชิ้นส่วนต่างๆ ทางวัฒนธรรมของชาติไทยในอดีตแล้ว ก็จะพบว่าเป็นแบบ "นำเข้าประกอบส่วน" ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ยกตัวอย่างเช่น เพลงเรามีเขมรไทรโยค ลาวดวงเดือน ขนมไทยลูกโปรตุเกส ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง อาหารไทยลูกจีน เช่น ผัดไทย หรือส้มตำก็มีส่วนประกอบหลักคือมะละกอจากมะละกา

เราว่าจ้างชาวต่างชาติทั้งแขก ฝรั่ง ญี่ปุ่น เข้ารับราชการตั้งแต่สมัยอยุธยา เรียกว่าอะไรเข้ามาเห็นว่าดีก็ปรับรับเอา ทำไมจะต้องสร้างสรรค์? จิตรกรรมฝาผนังเขาก็ลอกแบบถ่ายทอดกันมา โบสถ์วิหารเขาก็สร้างเลียนแบบกันมา เมื่อมีกิจกรรมงานบุญ ชาวบ้านก็มาร่วมแรงร่วมใจ ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูล ผสานใจเป็นหนึ่งเดียว ให้งานบุญนั้นสำเร็จลุล่วงได้ผลบุญกันถ้วนหน้า ไม่เห็นจะต้องคิดสร้างสรรค์ ดัดแปลงประดิษฐ์อะไรให้แปลกใหม่ เพราะคนไทยแต่เดิมเขามุ่งเนื้อหาอื่นครับ ไม่ใช่เพิ่มตัวตนแต่เป็นลดละกิเลส

ถึงยุคเรานี้เองที่ไปไม่ถึงเนื้อหาที่แท้ จึงติดอยู่แค่เปลือกนอกประเพณี จากงานถวายเทียนพรรษาก็กลายเป็นขบวนแห่ขี้ผึ้งปั้นอวดนักท่องเที่ยว ชาวบ้านเขาเข้าถึงแก่นธรรมว่าตัวเขาไม่มีความสำคัญ (เอกอัตถะ) จะมีก็ต่อเมื่อปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นโดยทำข้อตกลงตัวแบบแล้วแสดงเป็นสิ่งนั้น

เหมือนน้ำที่แปลงรูปได้ทุกสิ่ง ตัวมันเองไม่ได้เป็นอะไรเลยอยู่ในแจกันก็เป็นรูปแจกัน อยู่ในดินก็เป็นดินชุ่มชื้นให้ชีวิตพืชพันธุ์ เมื่อไม่เป็นอะไรเลยมันจึงเป็นทุกสิ่ง เมื่อตัวมันไม่มีสถานะใดเลยมันจึงอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่ง

เหตุที่ยก ๒ เรื่องนี้มาไว้ในตอนต้นก็เพื่อโยงมาอธิบายให้เข้าใจลายไทยว่า ลายไทยอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน เพราะลายไทยมีฤทธิ์มีคุณ (เรื่อง ๑ ทำดี ได้ดี) อีกทั้งคุณสมบัติการแปลงของนาคก็แนบแน่นอยู่กับวัฒนธรรมไทยมาช้านาน (เรื่อง ๒ กระตุกต่อมคิด) ผู้ปฏิบัติลายไทยย่อมได้ผลบุญกันถ้วนหน้า อีกทั้งถ้าลายไทยสิ้นฤทธิ์นั่นก็เป็นเพราะลายไทยถูกบิดเบือนให้เหลือเพียงลวดลายประดับสวยๆ งามๆ ไม่สามารถเติบแตกสร้างผู้สนใจรุ่นใหม่เข้ามาได้ เหลือแต่ช่างที่ต้องใช้ลายไทยประกอบวิชาชีพไปวันๆ

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงขอเชิญผู้อ่านทุกท่านมาร่วมลองฤทธิ์ลายไทย พิสูจน์ว่าเมื่อเราปฏิบัติลายไทยย่อมได้รับผลจริง ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตตั้งแต่บทความแรกจะเห็นว่า ข้าพเจ้าพยายามหยิบลายไทยแยกออกมาจากการจำกัดสิทธิไว้แต่เพียงในหมู่ช่าง เพราะในอดีตนั้นชาวบ้านทั่วไปก็ใช้ลายไทย ปรากฏหลักฐานเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

เมื่อข้าพเจ้าได้พบที่มาของลายไทยว่าคือนาคแปลง ได้รู้ประโยชน์ใช้สอยของลายไทย ว่าเป็นเครื่องเตือนสติ การปฏิบัติลายไทยก็บังเกิดผลศักดิ์สิทธิ์ในชั่วขณะที่ค้นพบนั้นทันที กล่าวคือ ลายไทยมีหน้าที่ใช้สอยเด่นชัดว่าเป็นเครื่องเตือนสติ และสติเป็นทางสายเอกในการปฏิบัติไปสู่การพ้นทุกข์ อีกทั้งคำสอนเรื่องทานที่กล่าวว่า ทานอันยิ่งใหญ่ที่ถือเป็นบุญสูงสุดนั้นคือธรรมทาน ดังนี้การที่เราเขียนลายไทยเราได้ทำทานอันยิ่งใหญ่คือ

มอบเครื่องเตือนสติให้ปรากฏขึ้นบนโลก แม้ไม่มีใครเห็น (เพราะนั่งเขียนอยู่คนเดียว) แต่เทพเทวดาที่มีอยู่ทั่วจักรวาล ทุกมิติทิพย์ ก็สามารถรู้เห็นได้ รับเอาการเตือนสติอันเป็นทางสายเอกดังกล่าว รับทานอันเป็นบุญสูงสุดดังกล่าวนั้น ปฏิบัติลายไทยจึงบังเกิดเป็นธรรมทาน นี่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเหตุใดข้าวของเครื่องใช้ของคนไทยในอดีตจึงมีการสลักเสลาลวดลาย ทั้งเครื่องใช้ในชั้นเจ้านายไปจนถึงของใช้ระดับชาวบ้าน นั่นก็เพราะวัฒนธรรมนี้ได้ทำข้อตกลงทางสังคมที่สื่อถึงโดยทั่วกันว่าลายไทยคือเครื่องเตือนสติ เพื่อให้คนในชุมชนได้ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ได้ดำรงตนอยู่ในทางประเสริฐสู่มรรคผลนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตนั่นเอง

ทบทวนความรู้ลายไทย
Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket


Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

อุปกรณ์ที่ใช้ คือ ๑. กระดาษลอกลาย ๒. ดินสอกด ๐.๕

วิธีทำ คือ นำกระดาษลอกลายมาทาบลงบนภาพเทพสุขภาพ แล้ววาดตาม จากบนลงสู่ล่างอันเป็นลักษณะการคายตัวลงเป็นชั้นๆ ของนาคแปลง
Photobucket

เมื่อเขียนรูปเทพสุขภาพ ตามวิธีดังกล่าวเสร็จแล้ว ให้ลองฤทธิ์ลายไทยโดยการสำรวจตัวเองว่า มีอาการเจ็บไข้ที่ส่วนใดของร่างกาย เช่น ปวดหัวไมเกรน ปวดขาเพราะเล่นกีฬา ปวดท้องเรื้อรัง ปวดหลังเรื้อรัง ให้รู้ว่ามีอาการเจ็บไข้ที่อวัยวะใด หรือส่วนใดของร่างกายแล้ว ให้ใช้กนกสะบัดโรคภัยออกไป

โดยนำกระดาษลอกลายที่ลอกรูปเทพสุขภาพไว้เรียบร้อยแล้วนั้นไปทาบลงบนรูปกนกแล้วเขียนกนกสะบัดโรคภัย ณ ตำแหน่งที่เจ็บปวดนั้น

Photobucket


Photobucket

เมื่อเสร็จแล้วกำกับด้วยคาถา อิทัง ปุญญะพะลัง อันเป็นคาถาแผ่เมตตาแก่เจ้ากรรมนายเวร ถ้าการเจ็บป่วยของท่านนั้นเป็นผลจากกรรมในอดีตที่ท่านได้ไปล่วงเกินเจ้ากรรมนายเวรทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ อันเป็นผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยดังที่เป็น บุญแห่งการวาดนาคแปลงเพื่อเตือนสตินี้ ถูกมอบตรงแก่เจ้ากรรมนายเวรของท่าน อาการเจ็บป่วยของท่านนั้นจะหายไปได้อย่างประหลาด

ขอเชิญท่านผู้อ่านทดลองทำดูสนุกๆ อย่าเชื่อในทันที เพราะเมื่อทดลองแล้วเห็นผลความเชื่อจะเกิดขึ้นเอง ไม่ใช่เราคิดอุปาทานล่วงหน้าไป


*******
บทสัมภาษณ์ใน The Nation
The naga everywhere

บทความจาก: http://www.artgazine.com
หมวดหมู่: จิตรกรรม
ผู้เขียนบทความ: Admin
เวลาป้อน: 31 ม.ค. 2011 11:06
แก้ไขล่าสุด: 14 พ.ค. 2011 12:58
จำนวนการเปิด: 4,843

 

ข้อคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ
ลิขสิทธิ์ © 2010 คณะศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด
95/2 ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 53000
โทรศัพท์ 053-414250 / โทรสาร.053-414253