เมื่อสิงคโปร์สร้างชาติด้วยศิลปะ(นุชนาถ แสนเสน่ห์ )

Art Stage Singapore 2011

เกาะเล็กแต่คิดใหญ่อย่างสิงคโปร์"เอาจริง"กับการเป็นแหล่งนัดพบทางศิลปวัฒนธรรมแห่งเอเชียและก็ทำได้ดีเสียด้วยในงาน Art Stage Singapore ที่ผ่านมา

เมื่อเมืองเล็กพริกขี้หนู อย่างสิงคโปร์เปิดศักราชต้อนรับปีเถาะด้วย กิจกรรมต่างๆ มากมายที่ทำให้ ใครๆ ก็มุ่งหน้า ไปเยี่ยมเยือน โดยประกาศตัวชัดเจน สมค่าคำโฆษณาที่ไม่ว่าจะเป็น Uniquely Singapore , Live it up in Singapore! หรือ Surprising Singapore เพื่อบอกว่ากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นเมือง สร้างสรรค์ และมีสิ่งบันเทิงทุกแขนง โน้มน้าวให้นักท่องเที่ยว จากทุกมุมโลกเข้ามาหาประสบการณ์ ใหม่ๆ ด้วยความมั่นใจ อันเต็มเปี่ยมที่จะครองความเป็น “Hub” หรือศูนย์กลางของทุกกิจกรรม ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในไม่ช้า

Art Stage Singapore 2011 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 -16 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางศิลปะ ที่ดึงแกลเลอรี่ชั้นนำในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค และแกลเลอรีอื่นๆ ที่มีศักยภาพและน่าสนใจจากฝั่งตะวันตก เลือกสรรผลงานเด่นๆ มาโชว์ให้ได้ชมและสะสมกัน ซึ่งงานแฟร์ในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของผู้จัด โดยมี Lorenzo Rudolf หัวหอกคนสำคัญที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งงานอาร์ตแฟร์ ที่ดีที่สุดในโลก อย่าง Art Basel (ประเทศสวิสเซอร์แลนด์) โดยเชื่อว่า สิงคโปร์ เป็นสถานที่ นัดพบ ทางศิลปะและวัฒนธรรม ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย เนื่องจากสิงคโปร์เป็นสถานที่ ที่รวมเอาความเป็นตะวันตก และตะวันออกเข้าด้วยกัน ในรูปแบบต่างๆผ่านวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยงานนี้จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงงาน ใจกลางอ่าวมารีน่าย่านเศรษฐกิจของประเทศอย่างตึก Marina Bay Sands ที่ดึงดูดผู้คน ด้วยรูปทรงทางสถาปัตย์ และเพิ่งเปิดตัวไป เมื่อ กลางปี 2553

ศิลปินไทยใน Art Stage

พื้นที่กว่า 17,000 ตารางเมตร ของ Exhibition Hall D, E และ F ถูกแบ่งให้เป็นแกลเลอรี่ร่วมสมัย ขนาดย่อมกว่า 99 บูท และ Project Stage อีก 30 โปรเจค โดยมีแกลเลอรี่สัญชาติไทยร่วมแสดงงาน ด้วย 3 แห่ง

ตัวแทนจากเมืองไทยที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็น 100 ต้นสนแกลเลอรี่ ที่มีประสบการณ์ร่วมแสดงในอาร์ตแฟร์ ระดับนานาชาติหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Art Dubai (ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) , ShContemporary (เซี่ยงไฮ้,ประเทศจีน) , VOLTA (บาเซล, สวิสเซอแลนด์) และล่าสุดเมื่อกลางปีที่แล้วกับ ART HK 2010 (ฮ่องกง) ในครั้งนี้นำผลงานที่โดดเด่นจากศิลปินจำนวน 7 คนด้วยกัน โดยนอกจากงานภาพถ่ายชุด "The Two Planets Series" ของอารยา ราษฏร์จำเริญสุข จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างสม่ำเสมอจากนักสะสมทั้งส่วนบุคคลและระดับพิพิธภัณฑ์แล้ว งานภาพวาดของธเนศ อ่าวสินธุ์ศิริ ยังได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ชมงาน โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลงาน และการใช้สี สื่อออกมาให้เห็นความรู้สึกของความสวยงาม ตามธรรมชาติและความนุ่มนวลของรูปทรงของเพศหญิง และยังมีงานอื่นๆ เช่น ประติมากรรมสำริดจากชาติชาย ปุยเปีย , ประติมากรรมสื่อผสมของ Peggy Wauters และ พรทวีศักดิ์ ริมสกุล ภาพวาดบนผ้าใบของคามิน เลิศชัยประเสริฐ และยุรี เกนสาคู เป็นต้น

อีกหนึ่งจากประเทศไทย Number 1 แกลเลอรี่ เสนอนิทรรศการเดี่ยวของศิลปินที่มีชื่อเสียงและเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง วสันต์ สิทธิเขตต์ ในชื่อ "Ecco Homo" ภาพวาดสีอะคริลิคขนาดใหญ่เกือบ 10 ภาพ สะท้อนภาพสภาวะทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก และถึงเวลาที่มนุษย์จะต้องหันกลับมามอง เพื่อช่วยกันสร้างสรรค์และแก้ไขให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น

ในขณะเดียวกัน นำทอง แกลเลอรี่ (ที่ร่วมกับแกลเลอรี่ ART U ROOM จากญี่ปุ่น) เสนองานชุดใหม่บนผ้าใบของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ และก็ยังมีแกลเลอรี่จากเอเชียอื่นๆ ที่นำงาน ของศิลปินไทยอย่าง นที อุตฤทธิ์ และ เกศสุดา ลูกทอง มาแสดง เกศสุดา ลูกทอง ศิลปินหญิงรุ่นใหม่ของไทยเพียงคนเดียวที่แสดงเดี่ยว อยู่ใน Project Stage ภายใต้การสนับสนุนจากแกลเลอรี่ Richard Koh Fine Art (แกลเลอรี่จากมาเลเซีย และ สิงคโปร์) งานถูกนำเสนอในรูปแบบของ การจัดวางสื่อผสมต่างๆ ได้แก่ภาพวาด ประติมากรรมร่วมสมัย และสื่อผสมอื่นๆ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักสะสมงานร่วมสมัย

โดยหนึ่งในงานที่แสดงนั้น ศิลปินได้วาดภาพซองจดหมายจำนวนมาก ที่ครอบครัว ส่งมาจากจังหวัดสงขลาอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนลักษณะของความเป็นครอบครัวที่ต้องห่างไกล เพื่อภาระและหน้าที่ แต่ยังคงความอบอุ่นของความสัมพันธ์ โดยเกศสุดา ยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่ร่วมแสดงในงาน 2010 Asian Students and Young Artists Art Festival ที่ประเทศเกาหลี เมื่อปลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย

และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการนำเสนองาน ของศิลปินเอเชีย ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในงานศิลปะร่วมสมัยของโลกในปัจจุบัน อาทิ ศิลปินจีน Ai Wei Wei แสดงชุดงานประติมากรรมจัดวางขนาดใหญ่ “Through” ที่ประกอบไปด้วยเสาไม้และโต๊ะโบราณ สมัยราชวงศ์ชิง อันเป็นสัญลักษณ์ที่ศิลปินใช้พูดถึง อำนาจของจีนในสมัยนั้น ถูกจัดวางอย่างพิถีพิถันจากทีมงานที่ใช้เวลาจัดวางกว่า 3 วันก่อนงานเปิด ด้วยแรงบันดาลใจที่ตอกย้ำ ความเป็นนักคิด ตั้งคำถาม และหาคำตอบต่อกระบวนการทำงานทางการเมือง การบริหารอำนาจ และ ภาวะสังคมของบ้านเกิด ที่ศิลปินได้สร้างวิถีความคิดและระบบในการสะท้อนสังคมจีน โดยศิลปินเชื่อว่าไม่ได้เป็นการดูหมิ่น ถากถาง หรือมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป และยังกล่าวทิ้งท้ายงานนี้ว่า

“ความพิศวงในตัวตน คือรูปแบบหนึ่งของการหลงตัวเอง ซึ่งสามารถควบคุมได้จากความมุ่งมั่นตั้งใจเฉพาะตัว”

Art Stage Singapore 2011 ในครั้งนี้ จึงมิได้เป็นเพียงการนำผลงานเด่นๆ จากแกลเลอรี่ดังมารวมกัน แต่ยังเป็นเวทีโชว์ผลงานของศิลปิน รุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ซึ่งยังถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการเรียกนักสะสมรุ่นใหม่ ให้ได้ศึกษางาน ของศิลปินไปพร้อมๆ กับการพัฒนาของศิลปินแต่ละคน

ศิลปะ+ธุรกิจ+การท่องเที่ยว=การพัฒนา

Art Stage Singapore ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากศิลปิน นักสะสมงาน ตัวแทนแกลเลอรี่ ชาวสิงคโปร์ และนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาชมงาน รวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทางด้านศิลปะ ที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นการรวบรวม Asian Arts ที่ดีที่สุดงานหนึ่ง

ในแต่ละวันของการจัดงานยังมีกิจกรรมเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดจาก ศิลปิน ภัณฑารักษ์ นักวิชาการ และนักวิจารณ์ทางศิลปะ ตลอดจนสื่อมวลชน ในส่วนของ “Talk Programs” โดยมีการพูดถึงเนื้อหา ที่น่าสนใจ ต่อการขับเคลื่อนไปข้างหน้าของตลาดและศิลปะเอเชีย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ต่อการพัฒนาระบบ การสร้างสรรค์งาน เช่น วิธีการทำงานและแนวคิดในการสร้างงาน ของศิลปินภาพถ่ายแฟชั่นชื่อดังจากนิวยอร์ค David Lachapelle, การเปลี่ยนแปลงของบทบาทในงานสะสมส่วนตัวต่อศิลปะร่วมสมัย , ขอบเขตของงานศิลปะ ร่วมสมัยจีน, วงการศิลปะของประเทศอินโดนีเชียบนเวทีโลก และที่น่าสนใจและเกี่ยวเนื่องต่องานแฟร์อย่างมากก็คือ การวิเคราะห์ตลาดการซื้อขายงาน ศิลปะในเอเชีย

อุทัย นพศิริ ศิลปินประติมากรรมไม้ ที่ถึงแม้จะไม่ได้มีงานมาโชว์ในครั้งนี้ แต่ก็ให้ความสนใจ โดยการมาร่วมงาน กล่าวว่า

“รู้สึกตื่นเต้น งานมีความหลากหลาย โดยส่วนตัวให้ความสนใจ เป็นพิเศษกับงานประติมากรรม ที่พบว่า งานในแฟร์นี้ มีเทคนิค และแนวความคิดที่แปลก และแตกต่าง”

ภัณฑารักษ์ท่านหนึ่งกล่าวด้วยว่า “รู้สึกดีที่คนเอเชีย หันมาใส่ใจและให้ความสำคัญ กับงานศิลปะร่วมสมัยของชาวเอเชียด้วยกันเองเยอะขึ้น เห็นได้จาก Project Stage ที่กว่า 95 เปอร์เซ็นต์เป็นงานของศิลปินเอเชียทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีของกิจกรรม ทางศิลปะในภาคพื้นเอเชียในอนาคต”

นอกจากจะมีงานแสดงศิลปะที่ Marina Bay Sands แล้ว Art Stage Singapore ยังประกอบไปด้วยกิจกรรมที่จัดในช่วงเวลาเดียวกันและตลอดต่อเนื่องไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่ Collectors Stage เป็นการนำผลงานสะสมที่หาดูได้อยาก และมีมูลค่าสูง จากนักสะสมทั่วโลกมาแสดง ในพื้นที่แสดงงาน 3 สถานที่ด้วยกัน คือ Singapore Art Museum, Tanjon Pagar Distripark และ Artspace@Helutrans โดยจะมีให้ชมจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 งานบางชิ้นอาจถูกบริจาคและส่งต่อให้กับพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในอนาคตอีกด้วย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง Fringe ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางการศึกษา ที่ชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่มีงานศิลปะทุกแขนงทั่วเมืองในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา อาทิ กิจกรรมการแสดงร่วมสมัย ศิลปะการละคร ภาพยนตร์ ดนตรี นิทรรศการนานาชาติ จุดเด่นที่น่าสนใจได้แก่ กิจกรรมที่ให้เด็กๆได้มีส่วนร่วมในการดูงาน ทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะร่วมกัน และยังมีการจัดนิทรรศการที่ใช้ชื่อว่า School of hard knocks ที่มีการนำภาพถ่ายสนามเด็กเล่นในวัยเด็กโชว์ตามป้ายรถเมล์ และอุโมงค์ Esplanade ยังมีการเชิญศิลปินภายในประเทศและนานาชาติ เข้ามาทำกิจกรรมด้านการศึกษา และสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมกันกับภัณฑารักษ์และนักเรียนในประเทศสิงคโปร์อีกด้วย

แถมส่งท้ายกับกิจกรรมเดือนมีนาคม ถึงพฤษภาคม ปีนี้ ด้วยกิจกรรมซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆสองปี อย่าง Singapore Biennale 2011 โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Open House” แสดงผลงานกว่า 150 ผลงานของศิลปิน 63 คนจาก 30 ประเทศทั่วโลก จะจัดขึ้นในสี่สถานที่ด้วยกัน ได้แก่ Singapore Art Museum/แกลเลอรี่ร่วมสมัย 8Q, National Museum of Singapore, Old Kallang Airport, และย่าน Marina Bay โดยมีสองศิลปินไทยที่เข้าร่วมได้แก่ คือ นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล และ อริญชย์ รุ่งแจ้ง

ความคึกคักของกิจกรรมทางศิลปะ และการเดินหน้าพัฒนาประเทศของเพื่อนบ้าน อาจจะทำให้ประเทศใกล้เคียงหลายๆ ประเทศเริ่มคิด เพื่อก้าวไปข้างหน้า และเลิกถามหาสิ่งที่เป็นอดีต เคยได้ เคยเป็น โดยหันมาให้ความสนใจ กับกิจกรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบ่งบอก ถึงสิ่งที่มีอยู่ หรือการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม หากแต่อาจจะช่วยก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ที่อาจจะเป็นหนึ่งในตัวแปรของการขยายฐานการเติบโตของประเทศ ในอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

โดย : นุชนาถ แสนเสน่ห์
Life Style
วันที่ 26 มกราคม 2554
By : bangkokbiznews.com
ผู้เขียนบทความ: Admin
เวลาป้อน: 28 ม.ค. 2011 15:16
แก้ไขล่าสุด: 14 พ.ค. 2011 13:00
จำนวนการเปิด: 1,512
 

 

ข้อคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ
ลิขสิทธิ์ © 2010 คณะศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด
95/2 ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง-เชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 53000
โทรศัพท์ 053-414250 / โทรสาร.053-414253